จันทร์ - ศุกร์ 09.00 -18.00 น.
หน้าแรก / ทัวร์ทั้งหมด / มหัศจรรย์ Morocco & Spain

| วันเดินทางไป - กลับ | ผู้ใหญ่ | เด็กมีเตียง | เด็กไม่มีเตียง | พักเดี่ยว | เด็กทารก | จอยแลนด์ | Group Size | สถานะ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 18 ต.ค. 69 - 27 ต.ค. 69 | ฿ 139,999 | - | - | ฿ 16,499 | - | - | จองเลย |
19.30 น. พร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) ชั้น 4 ประตู 9 เคาน์เตอร์สายการบิน EMIRATES (EK) โดยมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการเช็คอินให้แก่ทุกท่าน
23.15 น. ออกเดินทางสู่เมือง คาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมร็อกโก โดยสายการบิน EMIRATES (EK) เที่ยวบินที่ EK385 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
04.40 น. เดินทางถึง สนามบินดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (DXB) เพื่อรอต่อเครื่อง
07.30 น. เดินทางต่อสู่ ประเทศโมร็อกโก โดยสายการบิน EMIRATES (EK) เที่ยวบินที่ EK751 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
12.40 น. เดินทางถึง สนามบินคาซาบลังก้า ประเทศโมร็อกโก (CMN) จากนั้นรับกระเป๋าและผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมือง (เวลาท้องถิ่นเดือน มีนาคม-ตุลาคม : เวลาช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมง และ เดือนตุลาคม-มีนาคม: ช้ากว่าไทย 7 ชั่วโมง กรุณาปรับนาฬิกาของท่านเพื่อสะดวกในการนัดหมาย) จากนั้นนำท่านนำท่านเข้าชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสขันที่ 2 (Hassan II Mosque) มีขนาดใหญ่เป็นอันอันดับ 3 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามปรานีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโก ชมวิวทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมร็อกโกที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว *การเข้าชมมหาวิหาร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หน้างาน หากมีพิธีทางศาสนา และคณะไม่สามารถเข้าชมได้ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่สามารถคืนค่าใช้จ่ายได้เนื่องจากเป็นการชำระล่วงหน้ากับผู้แทน*
จากนั้นอิสระข้อปปิ้ง ณ โมร็อกโกมออลล์ (The Morocco Mall) ที่ถูกสร้างอยู่บริเวณริมทะเล ซึ่งมีความสวยงามในรูปแบบการก่อสร้างบนเนื้อที่กว้างใหญ่ประมาณ 200,000 ตรม. ประกอบไปด้วยร้านต่างๆมากมาย ร้านอาหาร ห้างจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมของโลก ท่านจะได้ชมความสวยงามของสัตว์โลกใต้ทะเลอันยังใหญ่ตระการตาในระบบ 360 องศา ด้วยความจุของน้ำทะเลประมาณ 1 ล้านลิตร ท่านจะได้ชมสัตว์ทะเลต่างๆ กว่า 30 สายพันธุ์
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (1)
คืนที่ 1 พักที่ Novotel Casablanca City Center หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (2)
นำท่านเดินทางสู่เมือง ราบัต (Rabat) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.15 ชม. เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1956เมืองราบัตเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาในอดีต เมื่อโมร็อคโกหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศสและเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงาม
เมื่อเดินทางถึง นำท่านถ่ายภาพกับ หอคอยฮัสสัน (Hassan Tower) หรือ สุเหร่าหลวง เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมอันทะเยอทะยานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 โดยหอคอยมีสูงถึง 44 เมตรหรือ 140 ฟุต การก่อสร้างมัสยิดนี้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1191 ตั้งใจว่าหอคอยแห่งนี้จะกลายเป็นมัสยิดและสุเหร่าที่สูงที่สุดในโลกและเพื่อเฉลิมฉลองการรบชนะของอัลมันชูร์ แต่ทว่า เมื่ออัลมันซูร์เสียชีวิตในปี ค.ศ.1199 การก่อสร้างมัสยิดจึงหยุดลง
แวะถ่ายภาพ สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mausoleum of Mohammed V) พระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่างามทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝั่งอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสชันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร
นำท่านถ่ายรูปโดยรอบชม สุเหร่าหลวง และ พระราชวังหลวง (Royal Palace) ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมร็อคโกจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่าเพื่อประกอบศาสนกิจ
แวะถ่ายรูป ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อคโก ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และบ้านเรือนสีฟ้า-ขาว ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินีนับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญของโมร็อคโก ในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารไทย (3)
นำท่านเดินทางสู่เมือง เชฟซาอูน (Chefchaouen) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.30 ชม. เมืองที่ได้ชื่อว่ามนต์เสน่ห์แห่งโมร็อคโก เมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาริฟ (Rif Mountain) ประวัติความเป็นมาของเมืองนั้นยาวนานกว่า 538 ปี เมืองนี้เคย
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารโรงแรม (4)
คืนที่ 2 พักที่ Dar Ba Sidi & Spa chefchaouen หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (5)
นำท่านเที่ยวชม นครสีฟ้าเชฟชาอูน (Chefchaouen) ชมบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาว ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า ด้วยเพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ สามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมร็อกโก ซุ้มประตูโค้งจึงสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งเมือง และยังมีน้ำพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสก แบบโมร็อกโกให้เห็นได้ตามมุมต่างๆ ของเมือง พร้อมให้ท่านมีเวลาเลือกซื้อของที่ระลึกในตลาดเมืองเมืองเก่า
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ท่าเรือตองเชเมด(Tanger Med) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชม. ท่าเรือน้ำลึกที่รองรับทั้งเรือตู้คอนเทนเนอร์สินค้าขนาดมหึมา และเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก (Passenger Ferry) ที่ขนส่งผู้คนและรถยนต์ระหว่างทวีป เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ยุโรป ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar) จุดที่ทวีปยุโรปและแอฟริกาใกล้กันที่สุด (ห่างจากสเปนเพียงประมาณ 14 กม.) นำท่าน นั่งเรือเฟอร์รี่ (Ferry) สู่ท่าเรืออัลเฆซีราส (Algeciras) ใช้เวลาล่องเรือประมาณ 2.30 ชม. เพื่อเดินทางเข้าสู่ ประเทศสเปน (Spain) *บริษัทของเรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง*
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (6)
นำท่านเดินทางสู่เมือง มาลากา (Málaga) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. เมืองท่าริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นหัวใจสำคัญของภูมิภาคอันดาลูเซียทางตอนใต้ของสเปน โดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์เก่าแก่นับพันปี เข้ากับความทันสมัยของย่านท่าเรือใหม่และพิพิธภัณฑ์ระดับโลก มาลากายังมีบรรยากาศคึกคักด้วยแสงแดดเกือบตลอดทั้งปี มีชายหาด La Malagueta ที่เดินจากใจกลางเมืองได้เพียงไม่กี่นาที และมีวัฒนธรรมการกินทาปาส (กับแกล้ม) ริมทางที่สนุกสนาน ทำให้เมืองนี้เป็นทั้งจุดเชื่อมต่อการเดินทางและจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสทั้งวัฒนธรรมสเปนดั้งเดิมและวิถีชีวิตแบบรีสอร์ทตากอากาศ
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหาจีน (7)
คืนที่ 3 พักที่ Hotel NH Málagaหรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (8)
นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ (Museo Picasso Málaga) พิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20 ณ เมืองบ้านเกิดของเขาเอง โดยจัดแสดงผลงานล้ำค่ากว่า 200 ชิ้นที่สะท้อนถึงทุกช่วงวัยของการสร้างสรรค์งานศิลปะ ตั้งแต่ภาพวาดลายเส้นยุคแรกไปจนถึงงานเซรามิกและภาพเขียนคิวบิสม์อันเลื่องชื่อ ตัวพิพิธภัณฑ์ดัดแปลงมาจากพระราชวังเก่าสไตล์อันดาลูเซียที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไฮไลท์สำคัญคือตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่ปิกัสโซเกิดจริงๆ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่เก็บผลงาน แต่เป็นสถานที่เล่าเรื่องราวชีวิตและจิตวิญญาณของศิลปินระดับโลก
นำท่านเที่ยวชม ป้อมปาการอัลกาซาบะ (Alcazaba de Málaga) คือป้อมปราการริมเขาที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมทางทหารและความงามแบบพระราชวังมุสลิม (Moorish) จากศตวรรษที่ 11 ซึ่งถือเป็นป้อมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งในสเปน โดยจุดเด่นอยู่ที่ระบบกำแพงสองชั้นที่ดูดุดันแข็งแกร่งภายนอก แต่ภายในกลับซ่อนความสงบด้วยลานกลางบ้าน สวนดอกไม้ และน้ำพุตามสถาปัตยกรรมแบบอาหรับที่คล้ายคลึงกับ Alhambra ในกรานาดา
นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ติดกับ โรงละครโรมันโบราณ (Teatro Romano) ทำให้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์หลายยุคสมัยซ้อนทับกัน พร้อมทั้งเป็นจุดชมวิวเมืองมาลากาและท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียนที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งครับ และไม่ไกลกันนั้น
นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารมาลากา (Málaga Cathedral) เป็นอาสนวิหารสไตล์เรเนสซองส์ที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดในเมือง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนได้รับฉายาว่า “La Manquita” (สตรีแขนเดียว) เนื่องจากหอคอยฝั่งขวาสร้างไม่เสร็จจากปัญหาด้านงบประมาณในอดีต ทำให้รูปทรงดูไม่สมมาตรแต่กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่น่าจดจำ ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยเพดานสูงตระหง่านและงานแกะสลักไม้ที่ประณีต โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของมาลากา
จากนั้นนำท่านเดินเล่น ตลาดกลางอาตาราสานัส (Mercado Central de Atarazanas) ตลาดสดที่เก่าแก่และมีสีสันที่สุดในมาลากา ตั้งอยู่ในอาคารสถาปัตยกรรมเหล็กดัดที่โดดเด่นด้วยประตูทางเข้าหินโค้งแบบอาหรับดั้งเดิม ซึ่งเคยเป็นอู่ต่อเรือเก่าของชาวมุสลิมในศตวรรษที่ 14 ไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดคือ กระจกสี (Stained Glass) ขนาดมหึมาด้านหลังตลาดที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง ภายในแบ่งเป็นโซนอาหารทะเลสด ผลไม้ท้องถิ่น และชีสคุณภาพเยี่ยม นอกจากจะเป็นที่จับจ่ายของคนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นสวรรค์ของเหล่านักกินเพราะมีบาร์ทาปาสเล็กๆ แทรกตัวอยู่ ซึ่งคุณสามารถสั่งอาหารทะเลสดๆ มาปรุงให้ทานกันเดี๋ยวนั้นในราคาเป็นกันเอง
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (9)
นำท่านเดินทางสู่เมือง เซบียา (Seville) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.40 ชม. เมืองหลวงของแคว้นอันดาลูเซียที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และจิตวิญญาณแบบสเปนขนานแท้ โดดเด่นด้วยการเป็นเมืองต้นกำเนิดของระบำ Flamenco และประเพณีการสู้วัวกระทิงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง บรรยากาศของเซบียาเต็มไปด้วยความโรแมนติกจากย่านเมืองเก่า ทำให้เซบียาเป็นจุดหมายปลายทางที่รวมทั้งความรุ่งโรจน์ทางประวัติศาสตร์ยุคทองและความสนุกสนานของการกินดื่มทาปาสไว้ได้อย่างลงตัวที่สุด
เมื่อเดินทางถึงอิสระเดินเล่น ย่านซานตาครูซ (Barrio Santa Cruz) ย่านเมืองเก่าที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่สุดในเซบียาและเคยเป็นย่านพักอาศัยของชาวถิ่นยิวในอดีต โดดเด่นด้วยเขาวงกตของตรอกซอกซอยแคบๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างร่มเงาและทางลมในช่วงฤดูร้อน สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาสีขาวสะอาดตา ตัดกับหน้าต่างเหล็กดัดและกระถางดอกไม้สีสันสดใส ภายในย่านนี้ซ่อนจัตุรัสขนาดเล็กที่มีส้มปลูกเรียงรายและเสียงน้ำพุเบาๆ ให้บรรยากาศสุดโรแมนติกแบบสเปน
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (10)
คืนที่ 4 พักที่ Eurostars Al-Ándalus Palace หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (11)
นำท่านอิสระเดินเล่นถ่ายรูปกับ จัตุรัสสเปน (Plaza de España) จัตุรัสรูปครึ่งวงกลมสุดอลังการในเมืองเซบียา โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานที่ตกแต่งด้วย กระเบื้องเคลือบสีสันสดใส เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแต่ละจังหวัดในสเปน มีคลองขนาดเล็กพร้อมสะพานสวยงามให้พายเรือเล่นได้ และเคยถูกใช้เป็นฉากหลังของพระราชวังบนดาว Naboo ในภาพยนตร์ Star Wars
เข้าชม อาสนวิหารเซบียา (Seville Cathedral & La Giralda) อาสนวิหารสไตล์โกธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลกและหอคอยระฆังอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเซบียา โดยตัววิหารสร้างทับพื้นที่มัสยิดเดิมจนเกิดสถาปัตยกรรมผสมผสานที่โอ่อ่า ภายในเป็นที่ฝังศพของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ส่วนหอคอย La Giralda นั้นเดิมคือหอขานละมาดที่ถูกดัดแปลงมาเป็นหอระฆัง จุดเด่นคือทางเดินข้างในที่เป็นทางลาด (Ramp) แทนบันได เพื่อให้กษัตริย์สามารถทรงม้าขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามาที่ด้านบนได้
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (12)
นำท่านเข้าชม พระราชวังหลวงอัลกาซาร์ (Royal Alcázar of Seville) พระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปซึ่งยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน จุดเด่นที่ทำให้สถานที่แห่งนี้พิเศษคือสถาปัตยกรรมแบบ Mudéjar ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศิลปะอิสลาม (มัวร์) และคริสเตียน ภายในประกอบด้วยลวดลายปูนปั้นที่ละเอียดอ่อน สวนหย่อมที่ร่มรื่น และลานน้ำพุที่สวยงามจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO นอกจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์แล้ว ที่นี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ดังอย่าง Game of Thrones (ในบทบาทของแคว้น Dorne) อีกด้วย
จากนั้นแวะเช็คอินถ่ายรูปกับ เห็ดยักษ์แห่งเซบียา (Setas de Sevilla) คือโครงสร้างไม้ขนาดมหึมาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าของเซบียา โดยมีรูปลักษณ์ล้ำสมัยคล้าย “เห็ด” ยักษ์ 6 ดอกเชื่อมกัน สถาปัตยกรรมนี้ช่วยเติมความโมเดิร์นให้กับเมืองประวัติศาสตร์ ภายในประกอบด้วยตลาดสด พิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้ดิน และไฮไลต์สำคัญคือ ทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) บนชั้นดาดฟ้าที่ให้คุณเดินชมวิวเมืองเซบียาแบบ 360 องศา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดินที่จะมีการเปิดไฟประดับสวยงามมาก
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (13) พิเศษ!! ชมโชว์ระบำฟลามิงโก้
คืนที่ 5 พักที่ Exe Sevilla Palmera หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (14)
นำท่านเดินทางสู่เมือง กอร์โดบา (Córdoba) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. คือโครงสร้างไม้ขนาดมหึมาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าของเซบียา โดยมีรูปลักษณ์ล้ำสมัยคล้าย “เห็ด” ยักษ์ 6 ดอกเชื่อมกัน สถาปัตยกรรมนี้ช่วยเติมความโมเดิร์นให้กับเมืองประวัติศาสตร์ ภายในประกอบด้วยตลาดสด พิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้ดิน และไฮไลต์สำคัญคือ ทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) บนชั้นดาดฟ้าที่ให้คุณเดินชมวิวเมืองเซบียาแบบ 360 องศา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกดินที่จะมีการเปิดไฟประดับสวยงามมาก เมื่อเดินทางถึง
นำท่านเข้าชม เมืองหลวงที่สาบสูญ (Medina Azahara) คือซากปรากหักพังของอาณาจักรอัลอันดาลุส ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองกอร์โดบา โดยถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความมั่งคั่งของเคาะลีฟะฮ์ (ผู้ปกครองอิสลาม) เมืองนี้เคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองที่ส่องประกาย” ด้วยพระราชวังหินอ่อนและสวนสวรรค์ที่ลดหลั่นตามไหล่เขา แม้จะถูกทำลายลงในเวลาไม่ถึงร้อยปีหลังจากสร้างเสร็จ แต่ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในฐานะแหล่งโบราณคดีที่เผยให้เห็นความรุ่งโรจน์ของอารยธรรมอิสลามในสเปนที่หาดูได้ยาก
นำท่านเข้าชม มัสยิด-อาสนวิหารแห่งกอร์โดบา (Mezquita-Catedral de Córdoba) หนึ่งในศาสนสถานที่แปลกตาและมหัศจรรย์ที่สุดในโลก เพราะเป็น โบสถ์คริสต์ที่ตั้งอยู่ใจกลางมัสยิดอิสลาม ขนาดมหึมา จุดเด่นที่สะกดสายตาคือ “ป่าเสาหิน” จำนวนนับร้อยต้นที่เชื่อมต่อด้วย ซุ้มโค้งลายทางสีขาวสลับแดง อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะมัวร์ สถานที่แห่งนี้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การผลัดเปลี่ยนอำนาจระหว่างอิสลามและคริสเตียนในสเปนได้อย่างชัดเจน จนได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (15)
นำท่านเข้าชม พระราชวังแห่งกษัตริย์คริสเตียน (Alcázar de los Reyes Cristianos) คือพระราชวังและป้อมปราการประวัติศาสตร์ในเมืองกอร์โดบา ที่เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และพระนางอิซาเบลลาผู้โด่งดัง จุดเด่นคือ สวนหย่อมสไตล์อันดาลูเซีย ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบพร้อมสระน้ำทอดยาวและน้ำพุที่สวยงามสะอาดตา ภายในยังมีระเบียงชมวิวบนหอคอยที่มองเห็นแม่น้ำกวาดัลกิเวียร์ได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญคือสถานที่แห่งนี้เคยเป็นจุดที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อขอทุนสนับสนุนการเดินทางไปค้นพบทวีปอเมริกาเป็นครั้งแรก
ได้เวลาอันสมควรนำท่าน นั่งรถไฟความเร็วสูง เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง (เทียบกับการขับรถที่ใช้เวลาเดินทางกว่า 4 ชั่วโมง) โดยมีผู้ให้บริการหลักอย่าง Renfe (AVE) ที่เน้นความพรีเมียมและตรงต่อเวลา รวมถึง Ouigo และ Iryo ที่มีขบวนรถทันสมัยและวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. บนขบวนจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งปลั๊กไฟ Wi-Fi และตู้เสบียง ช่วยให้คุณชมทัศนียภาพของที่ราบสูงกัสติยาได้อย่างเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง *หมายเหตุรถไฟอาจมีการสลับเจ้าในการให้บริการ ขึ้นอยู่กับความแออัดของสถานการณ์การท่องเที่ยวและเวลาของเที่ยวรถไฟ ณ ช่วงนั้นๆ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิฯ ในการปรับเปลี่ยนโดยมิแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า โดยจะยังคงใช้การเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงเช่นเดิม*
นำท่านนั่งรถไฟความเร็วสูงมุ่งหน้าสู่เมือง มาดริด (Madrid) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. เมืองหลวงใจกลางสเปนที่รวบรวมความโอ่อ่าของราชวงศ์ ศิลปะระดับโลก และชีวิตยามค่ำคืนที่คึกคักเข้าไว้ด้วยกัน โดดเด่นด้วย พระราชวังหลวง (Royal Palace) สวนสาธารณะ Retiro ที่ร่มรื่น และแหล่งรวมร้านอาหารทาปาสสุดอร่อย เป็นเมืองที่เที่ยวสนุก เดินทางสะดวก และเต็มไปด้วยพลังงานที่ทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายประวัติศาสตร์ไว้อย่างครบถ้วน
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารไทย (16)
คืนที่ 6 พักที่ Novotel Campo De Las Naciones หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (17)
นำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์ปราโด (Prado Museum) คือคลังสมบัติทางศิลปะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในกรุงมาดริด โดยเป็นแหล่งรวมผลงานชิ้นเอกของจิตกรระดับตำนานชาวสเปนอย่าง Velázquez และ Goya รวมถึงศิลปินยุโรปชื่อดังอีกมากมายครับ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือภาพวาด “Las Meninas” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ ตัวอาคารมีความสง่างามสไตล์นีโอคลาสสิกและเก็บรักษาคอลเลกชันภาพเขียนของราชวงศ์สเปนไว้มากกว่า 8,000 ภาพ ทำให้ที่นี่เปรียบเสมือนสมุดภาพประวัติศาสตร์ยุโรปที่มีชีวิต
จากนั้นอิสระพักผ่อนเดินเล่น สวนเอลเรติโร (El Retiro Park) “ปอดสีเขียว” ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงมาดริดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ครับ อดีตเคยเป็นสวนส่วนพระองค์ของราชวงศ์สเปน แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนยอดนิยมที่เต็มไปด้วยแลนด์มาร์คสวยงาม เช่น พระราชวังแก้ว (Palacio de Cristal) ที่ทำจากเหล็กและกระจกทั้งหลัง และทะเลสาบจำลองขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพายเรือเล่นท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของแมกไม้และรูปปั้นประวัติศาสตร์
จากนั้นเข้าชม พระราชวังหลวงกรุงมาดริด (Royal Palace of Madrid) เป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตกและเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สง่างามที่สุดของสเปน ตัวอาคารสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรกและนีโอคลาสสิกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมีห้องหับมากกว่า 3,000 ห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผลงานศิลปะของศิลปินระดับโลกอย่าง Goya และ Caravaggio รวมถึงเป็นที่เก็บสะสมเครื่องดนตรี Stradivarius และคลังแสงโบราณที่ประเมินค่าไม่ได้ แม้ปัจจุบันกษัตริย์สเปนจะไม่ได้ประทับที่นี่เป็นการถาวร แต่พระราชวังแห่งนี้ยังคงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญทางราชการและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ราชวงศ์สเปน
กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารท้องถิ่น (18)
เมื่อเดินทางถึงอิสระเดินเล่น ณ ประตูแห่งดวงอาทิตย์ (Puerta del Sol) คือจัตุรัสที่เป็นหัวใจสำคัญและคึกคักที่สุดในกรุงมาดริด โดยเป็นจุดตัดของถนนสายหลักหลายสายและเป็นที่ตั้งของ “กิโลเมตรที่ศูนย์” (Kilómetro Cero) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวัดระยะทางถนนทั่วประเทศ จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดคือรูปปั้น “หมีกับต้นแมดรอนโญ” อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และอาคารที่ทำการไปรษณีย์เก่าที่มีหอระฆังชื่อดัง ซึ่งชาวสเปนจะมารวมตัวกันเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่และกินองุ่น 12 ลูกตามธรรมเนียมที่นี่เสมอ และไม่ไกลกันนั้นถ่ายรูปเล่น ณ จัตุรัสมายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสประวัติศาสตร์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใจกลางมาดริด ล้อมรอบด้วยอาคารสีแดงอิฐสถาปัตยกรรมบารอกอันเป็นเอกลักษณ์ครับ อดีตเคยเป็นลานเอนกประสงค์สำหรับงานสำคัญและสนามสู้วัวกระทิง แต่ปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์คยอดฮิตที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ใต้ซุ้มประตูโค้ง ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายความรุ่งเรืองของสเปนในยุคเก่าได้ดีที่สุด
ค่ำ รับประทานอาหาร ณ ร้านอาหารจีน (19)
คืนที่ 7 พักที่ Novotel Campo De Las Naciones หรือระดับเทียบเท่า
(โรงแรมที่ระบุในรายการทัวร์เป็นเพียงโรงแรมที่นำเสนอเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงแต่โรงแรมที่เข้าพักจะเป็นโรงแรมระดับเทียบเท่ากัน โดยจะแจ้งพร้อมใบนัดหมาย 5-7 วันก่อนการเดินทางและขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนที่พักไปเมืองใกล้เคียงในกรณีที่มีเทรดแฟร์หรือเทศกาล)
เช้า รับประทานอาหาร ณ โรงแรม (20)
อิสระท่องเที่ยวและช้อปปิ้ง ณ กรานเบีย (Gran Via) เปรียบเสมือน “บรอดเวย์แห่งมาดริด” และเป็นถนนสายที่คึกคักและมีชื่อเสียงที่สุดในสเปน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะตึก Metropolis ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ถนนสายนี้คือศูนย์กลางของความบันเทิงและการช้อปปิ้งที่ไม่มีวันหลับใหล เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนม ห้างสรรพสินค้า โรงละครที่จัดแสดงละครเพลงระดับโลก บาร์ และร้านอาหารมากมาย ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอินเพื่อสัมผัสเสน่ห์ของแสงสีและวิถีชีวิตแบบคนเมืองของมาดริด
ไม่ไกลกันนั้นท่านสามารถเที่ยวชมถ่ายรูปกับ ประตูเมืองโบราณ (Puerta de Alcalá) ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงมาดริด ใกล้กับสวนสาธารณะเรตีโร (Retiro Park) โดยถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของสเปน ประตูนี้สร้างขึ้นในปี 1778 ตามพระราชโองการของพระเจ้าคาร์ลอสที่ 3 ในอดีตเคยเป็นเส้นทางหลักสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากแคว้นอารากอนและกาตาลุญญา แต่ปัจจุบันกลายเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่สวยงามและเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่ใครมามาดริดก็ต้องแวะเช็คอิน และท่านยังสามารถหาอาหารรับประทานหรือของทานเล่น ณ Mercado de San Miguel เป็นตลาดเก่าแก่ใจกลางกรุงมาดริด ประเทศสเปน ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโครงเหล็กและกระจกสุดคลาสสิกจากต้นศตวรรษที่ 20 โดยปัจจุบันได้เปลี่ยนจากตลาดสดแบบดั้งเดิมมาเป็น “สวรรค์ของเหล่านักกิน” (Gourmet Market) ที่รวบรวมวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมและอาหารสเปนยอดนิยมไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นทาปาส (Tapas) อาหารทะเลสดๆ แฮมอิเบริโก้ หรือไวน์ท้องถิ่น ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมการกินแบบสเปนท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและหรูหรา
กลางวัน อิสระอาหารกลางวันตามอัธยาศัย
ได้เวลาอันสมควรนำออกเดินทางสู่ สนามบินมาดริด ประเทศสเปน (MAD) เพื่อให้ท่านได้มีเวลาทำการ คืนภาษี (Tax Refund) และออกเดินทางไปยัง
21.45 น. ออกเดินทางสู่ กรุงเทพมหานคร โดยสายการบิน EMIRATES (EK) เที่ยวบินที่ EK144 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
07.40 น. เดินทางถึง สนามบินดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (DXB) เพื่อรอต่อเครื่อง
09.30 น. เดินทางต่อสู่เมือง ประเทศไทย โดยสายการบิน EMIRATES (EK) เที่ยวบินที่ TK372 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
18.40 น. เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจมิรู้ลืม
สนใจจัดทัวร์กรุ๊ปเหมา หรือคณะดูงาน แบบมืออาชีพติดต่อเราได้ที่นี่ LINE OA : @tours2world https://lin.ee/ktnGCCsw