รัฐบาล ญี่ปุ่น เตรียมใช้ระบบ
Japan Electronic System for Travel Authorization (JESTA)
ภายในปี 2028 เพื่อคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศที่ “ได้รับการยกเว้นวีซ่า” ก่อนออกเดินทาง
คล้ายระบบ Electronic System for Travel Authorization (ESTA) ของสหรัฐอเมริกา
แม้จะไม่ใช่วีซ่า แต่ JESTA จะกลายเป็น “ด่านแรก” ของการเดินทางเข้า ญี่ปุ่น สำหรับคนไทยในอนาคต
1) ทำไมญี่ปุ่นต้องมี JESTA ตอนนี้?
📈 การท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วเกินคาด
ญี่ปุ่นตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยว 60 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2030 การเติบโตระดับนี้ทำให้ระบบตรวจคนเข้าเมืองแบบเดิมเริ่มตึงตัว ทั้งเรื่องกำลังเจ้าหน้าที่และเวลารอคิว
⚖️ สมดุลระหว่าง “เปิดประเทศ” กับ “ความมั่นคง”
รัฐบาลต้องการคัดกรองผู้เดินทางล่วงหน้า เพื่อลดปัญหา:
- อยู่เกินกำหนด (Overstay)
- ทำงานผิดกฎหมาย
- การกระทำผิดที่กระทบความรู้สึกสาธารณะ
JESTA จึงเป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ช่วย “กรองความเสี่ยงก่อนเครื่องออก” แทนการจัดการเมื่อเดินทางถึงแล้ว
2) JESTA จะกระทบประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างไร?
✈ ก่อนเดินทาง: ต้องวางแผนมากขึ้น
- ต้องกรอกข้อมูลออนไลน์ล่วงหน้า
- ต้องรอผลอนุมัติ
- หากไม่ผ่าน อาจถูกปฏิเสธการขึ้นเครื่อง
ผลกระทบ:
นักท่องเที่ยวแบบ “จองตั๋วกระชั้นชิด” จะทำได้ยากขึ้น ต้องเผื่อเวลาเหมือนการขอ ESTA หรือ eTA ของประเทศอื่น
🛂 เมื่อถึงสนามบินญี่ปุ่น: มีแนวโน้มเร็วขึ้น
หากระบบคัดกรองล่วงหน้าทำงานได้ดี
- ด่านตรวจคนเข้าเมืองอาจเร็วขึ้น
- ลดการสอบถามซ้ำซ้อน
- ลดการกักตัวสอบสวนกรณีมีข้อสงสัย
ในภาพรวม ประสบการณ์ปลายทางอาจ “ไหลลื่นกว่าเดิม”
3) คนไทยต้องกังวลไหม?
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับยกเว้นวีซ่าระยะสั้นอยู่แล้ว
ดังนั้นคนไทยจะต้องใช้ JESTA เมื่อระบบเริ่มใช้จริง
แต่ในเชิงวิเคราะห์:
✅ คนที่มีประวัติเดินทางดี ไม่มี Overstay
มีแนวโน้มผ่านได้ตามปกติ
⚠ ผู้ที่เคยอยู่เกินกำหนด / เคยถูกปฏิเสธเข้าเมือง
อาจถูกตรวจสอบเข้มขึ้น
สรุป: สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางสุจริต
JESTA คือ “ขั้นตอนเพิ่ม” มากกว่า “อุปสรรค”
4) ผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย–ญี่ปุ่น
🏢 สายการบิน
ต้องตรวจสอบสถานะอนุมัติ JESTA ก่อนให้ขึ้นเครื่อง
ต้นทุนระบบอาจเพิ่ม แต่ช่วยลดกรณีส่งตัวกลับ
🏨 บริษัททัวร์
ต้องปรับขั้นตอนบริการ เช่น
- แจ้งลูกค้าให้ยื่นคำขอล่วงหน้า
- ตรวจสอบสถานะก่อนออกตั๋ว
💻 OTA และแพลตฟอร์มจองตั๋ว
อาจต้องเชื่อม API ตรวจสอบสถานะอนุมัติ
5) ค่าธรรมเนียม 3,000 เยน แพงไหม?
แม้ยังไม่ประกาศทางการ แต่หากอยู่ที่ประมาณ 3,000 เยน (~20 USD):
- ต่ำกว่าวีซ่าหลายประเทศ
- ใกล้เคียงระบบ ESTA / eTA ในหลายประเทศ
- อายุใช้งานอาจครอบคลุมหลายปี (ต้องรอประกาศ)
ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว
ค่าธรรมเนียมระดับนี้ “ไม่น่าลดดีมานด์” อย่างมีนัยสำคัญ
6) ญี่ปุ่นกำลังเดินตามเทรนด์โลก
ปัจจุบันหลายประเทศใช้ระบบอนุญาตเดินทางล่วงหน้า เช่น:
- สหรัฐฯ – ESTA
- แคนาดา – eTA
- สหภาพยุโรป – ETIAS (เตรียมใช้)
JESTA จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในระดับโลก
แต่เป็นการปรับตัวให้ทันมาตรฐานสากล
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
| มิติ | ผลกระทบ |
|---|---|
| ความสะดวก | เพิ่มขั้นตอนก่อนเดินทาง |
| ความปลอดภัย | คัดกรองความเสี่ยงได้ล่วงหน้า |
| เวลาเข้าเมือง | มีแนวโน้มเร็วขึ้น |
| ค่าใช้จ่าย | เพิ่มเล็กน้อย |
ภาพรวม:
JESTA คือการยกระดับโครงสร้างตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น
เพื่อรองรับการเติบโตสู่ 60 ล้านนักท่องเที่ยวต่อปี
โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “ความเปิดกว้าง” และ “ความเป็นระเบียบ”
📌 คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวไทย
- วางแผนยื่น JESTA อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
- ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน
- เก็บหลักฐานการอนุมัติไว้ในมือถือและสำเนากระดาษ